ข้อสอบพันธุศาสตร์(พร้อมเฉลย)

  1. ถ้าทดลองทำ dihybrid cross แบบเดียวกับที่ Mendel ทดลองกับจีน 2 คู่ ของถั่ว(Sweet pea )ทุกประการสัดส่วนของ phenotype ในรุ่นที่ จะเท่ากับเท่าไร
    1. 3 : 1 2. 1 : 2 : 1 3. 9 : 7 4. 9 : 3 : 3 : 1

เฉลย ข้อ 1 เหตุผล ได้อัตราส่วน =9 : 3 : 3 : 1 คือ เด่นเด่น 9, เด่นด้อย 3, ด้อยเด่น 3, ด้อยด้อย 1,

 

  1. จีนที่ควบคุมลักษณะตาบอดสีเป็น recessive sex-linkedถ้าหญิงชายตาปกติมีลุกชายตาบอดสี ผู้มีจีนตาบอดสีและถ่ายทอดมายังลูกชายคือ
    1. ปู่หรือย่า 2.ตาหรือยาย 3.พ่อและแม่ 4. พ่อ

เฉลย ข้อ 2 เหตุผล จีนตาบอดสีจะถูกถ่ายทอดจากตาหรือยายดังนี้

จีนของแม่

จีนของพ่อ

, , , ลูกชายตาบอดสี

3 . ในการผสมตันถั่ว ลักษณะเมล็ดสีเหลีองเป็นลักษณะเด่นต่อเมล็ดสีเขียว โนกรณีที่เรามีต้นถั่วต้นหนึ่งพบว่าเมล็ดสีเขียว ถ้าต้องการทราบgenotype ของถั่วต้นนี้ เราต้องทดสอบโดยวิธีใด

1.test corss 2. Bank cross 3. Monohybrid cross 4.ไม่ต้องทดสอบก็แน่ใจได้แล้ว

เฉลย ข้อ 4ไม่จำเป็นต้องทดสอบก็รู้ได้อยู่แล้วว่าต้องมี genotype เป็นจีนด้อยทั้งคู่ ( เขียว)

4.จงเปรียบเทียบการถ่ายทอดลักษณะขนลายของไก่กับการถ่ายทอดลักษณะตาบอดสีของคน

1. เป็นลักษณะเด่นทั้งคู่ และโครโมโซมที่กำหนดเพศก็เหมือนกัน

2. เป็นลักษณะเด่นทั้งคู่ แต่โครโมโซมที่กำหนดเพศตรงข้ามกัน

3. อันหนึ่งเป็นลักษณะเด่น อีกอันหนึ่งเป็นลักษณะด้อย และโครโมโซมที่กำหนดเพศกลับกัน

4. อันหนึ่งเป็นลักษณะเด่น อีกอันหนึ่งเป็นลักษณะด้อย แต่โครโมโซมที่กำหนดเพศเหมือนกัน

เฉลย ข้อ 3 เหตุผล อันหนึ่งเป็นลักษณะเด่น อีกอันหนึ่งเป็นลักษณะด้อย และโครโมโซมที่กำหนดเพศกลับกัน คือ ลักษณะขนลายเป็นลักษณะเด่น แต่ลักษณะตาบอดสีจะเป็นลักษณะด้อย และในไก่ XY เป็น ตัวเมีย XX เป็นตัวผู้ ส่วนในคน XY เป็นผู้ชาย XXเป็นผู้หญิง

5. ในการเลี้ยงสุนัขบางพันธุ์ ผู้เลี้ยงนิยมหางกุดและหูเล็ก ถ้าท่านมีสุนัขพันธุ์นี้และตัดหางกับขลิบหูทุก ๆ รุ่นและให้ผสมพันธุ์กันเอง ท่านจะมีทางได้พันธุ์แท้ที่ไม่มีหางกับหูเล็กแต่กำเนิดหรือไม่

1. ในรุ่นแรก ๆ จะยังไม่ได้ รุ่นหลังจะได้ผลทีละน้อย

2. ไม่มีเพราะ genotype คงเดิม แม้ phenotype เปลี่ยน

3. ไม่มีเพราะ genotype และ phenotypeคงเดิม

4. ไม่มีเพราะเกิด inbreeding อ่อนแอตายไป

เฉลย ข้อ 3 เหตุผล ไม่ได้เพราะ genotypeจะคงเดิม การขลิบหูและการตัดหางแล้วให้ผสมพันธุ์กันเองนั้นไม่สามารถทำให้เกิดพันธุ์ใหม่ได้ เพราะไม่มีการเปลี่ยนจีนเลย

6. ถ้าพ่อแม่มีลักษณะลิ้นห่อได้ ให้กำเนิดทารกคนหนึ่งที่มีลิ้นห่อได้ด้วย ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า

1. ลิ้นห่อเป็นลักษณะเด่น

2. ทั้งพ่อและแม่อาจเป็น homozygous หรือ heterozygousสำหรับจีนนี้

3. อย่างน้อยพ่อหรือแม่ต้องเป็นhomozygous

4. ลูกต้องเป็น heterozygous อย่างแน่นอน

เฉลย ข้อ 2 เหตุผล ทั้งพ่อและแม่อาจจะเป็น homozygousหรือ heterozygous สำหรับจีนนี้

7. หมู่เลือดแบบต่างๆ ในคนเป็นตัวอย่างที่แสดง

1. ความแปรผันไม่ต่อเนื่อง

2. ความแปรผันต่อเนื่อง

3. ข้อดีของเฮเทอโรไซโกต

4. การคัดเลือกแบบ disruptive

เฉลย ข้อ 1 เหตุผล หมู่เลือดเป็นตัวอย่างที่แสดงถึงความแปรผันไม่ต่อเนื่อง เนื่องจากลักษณะของหมู่เลือดมีลักษณะความแตกต่างกันไม่กี่แบบและยังสามารถแบ่งออกเป็นพวกๆ ได้อย่างสะดวกอีกด้วยคือเมื่อเกิดหมู่เลือด A แล้งจะไม่เป็นหมู่เลือดอื่น สำหรับการแปรผันต่อเนื่องจากแยกออกจากกันได้ยากเช่น สีผิวแบบต่างๆ ความสูง เป็นต้น

8. สมมติว่า DNA ช่วงเบส TAGATC จะเป็นแบบในการสังเคราะห์ mRNA ลำดับเบสของmRNA คือ

1. ATCATE

2. AUCUAG

3. UAGUAC

4. GGTGCA

เฉลย ข้อ 2 เหตุผล mRNA จะถอดรหัสจาก DNAดังนั้น base ใน mRNA ต้องจับคู่กับbase ใน DNA ได้ (complementary base ซึ่งกันและกัน) ดังนี้

DNA T A G A T C

mRNA A U C U A G

9. ในจำนวน 4 ปัญหาที่กล่าวถึงข้างล่างนี้ ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับ genetics น้อยที่สุดคือ

1. การบอกเพศว่าหญิงหรือชาย

2. การคัดเลือกเอาพันธุ์พืชหรือพันธุ์สัตว์ที่เป็นประโยชน์

3. การเกิดสิ่งมีชีวิต species ต่างๆ มากมายในโลก

4. การเกิดมีคนที่เป็นโรงประสาทมากในปัจจุบัน

เฉลย ข้อ 3 เหตุผล การเกิดโรคประสาทของคนในปัจจุบันที่เพิ่มมากขึ้น ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมมากกว่าที่จะเกิดจากปัญหาทางพันธุกรรม(genetic)

10. ชื่อใดที่ไม่พบอยู่ในโมเลกุลของ RNA

1. Adenine

2. Guanine

3. Cytosine

4. Thymine

เฉลย ข้อ 4 เหตุผล thymine พบใน DNAแต่ใน RNA มี uracil แทน

11. mRNA สร้างขึ้นมาจาก

1. tRNA ในไรโบโซม

2. tRNA ในไซโทพลาซึม

3. DNA ในไมโทคอนเดรีย

4. DNA ในนิวเคลียส

12. โมเลกุลกรดนิวคลีอีกชนิดต่างๆ มีขนาดต่างกันดังนี้

1. DNA > tRNA > mRNA

2. DNA > mRNA > tRNA

3. DNA > mRNA = tRNA

4. mRNA > DNA > tRNA

เฉลย ข้อ2 DNA เป็นกรดนิวคลีอีกที่มีขนาดโมเลกุลใหญ่ที่สุดเป็นเส้นคู่มีหน่ายย่อยนิวคลีโอไทด์(nucleotide) เป็นแสนเป็นล้านหน่าย ส่วน mRNAมีขนาดเล็กกว่า เป็นสายเดี่ยวมีหน่ายย่อยนิวคลีโอไทย์ประมาณ 100 –3,000 หน่าย ส่วน tRNAมีขนาดเล็กที่สุดมีหน่ายย่อยนิวคลีโอไทด์เพียงประมาณ 70 – 90หน่ายเท่านั้น

13. การสังเคราะห์ tRNA เกิดขึ้นใน

1. นิวเคลียส

2. ไมโทคอนเดรีย

3. ไรโบโซม

4. เอนโดพลาสมิกเรทิคูลัม

เฉลย ข้อ 1 เหตุผล tRNA หรือ RNAชนิดอื่นๆ สังเคราะห์ขึ้นภายในนิงเคลียสโดยมี DNA ในโครโมโซมเป็นต้นแบบซึ่ง RNAเหล่านี้จะออกจากนิวเคลียสมาอยู่ในไซโทพลาซึม เพื่อทำหน้าที่ในการสังเคราะห์โปรตีนตามที่ร่างกายต้องการต่อไป

14.ในประชากรกลุ่มหนึ่งมีผู้ชายเป็นโรคตาบอดสีมากกว่าผู้หญิงประมาณสิบเท่า เพราะ

1. ผู้ชายมีโครโมโซม X โครโมโซมเดียว

2. ผู้ชายมีฮอร์โมนเพศต่างจากผู้หญิง

3. ผู้ชายมีโครโมโซม Y

4. ประชากรมีเพศชายมากกว่าเพศหญิง

เฉลย ข้อ 1 เหตุผล ผู้ชายมีโครโมโซม Xเพียงโครโมโซมเดียว ทำให้เป็นโรงตาบอดสีโดยง่าย เพราะโรคตาบอดสีติดอยู่กับโครโมโซม X และเป็นลักษณะด้อยดังนั้น ผู้ชายมีจีนนี้เพียงจีนเดียวก็แสดงอาการตาบอดสีแล้วแต่ผู้หญิงต้องมีถึง2 จีน จึงแสดงอาการของโรคตาบอดสี

15. การผสมพันธุ์ระหว่าง Aa Bb cc X Aa Bb ccให้ลูกผสมมีจีในไทป์ทั้งหมดกี่ชนิด

1. 4 2. 6 3. 9 4. 16

เฉลย ข้อ 3 เหตุผล มีลูกผสม 9 ชนิด ดังนี้

ลักษณะที่ 1 Aa X Aa ลูกผสม มีจีโนไทป์ 3 ชนิดAA,Aa,aa

ลักษณะที่ 2 Bb X Bb ลูกผสม มีจีโนไทป์ 3ชนิด BB,Bb,bb

ลักษณะที่ 3 cc X cc ลูกผสมมีจีโนไทป์ 1 ชนิดcc

16.จากการตรวจหมู่เลือดพบว่า เลือดของพ่อตกตะกอนกับแอนติบอดี A และ Bส่วนเลือดของแม่ไม่ตกตะกอนกับแอนติบอดี A และ Bโอกาสที่พ่อแม่คู่นี้จะมีลูกซึ่งมีหมู่เลือดที่จะถ่ายให้แก่แม่ได้นั้นมีกี่เปอร์เซ็นต์

1. 0% 2. 25% 3. 50% 4. 100%

เฉลย ข้อ 1 เหตุผล พ่อมีหมู่เลือด ABและแม่มีหมู่เลือด Oดังนั้นลูกที่เกิดมาจะมีหมู่เลือด A หรือ Bดังนั้นจึงไม่มีเลือดหมู่ Oที่จะถ่ายให้แม่ได้เลย

17. เซลล์ร่ายการ (somatic cell) ของพืช Aซึ่งเป็น momoecious plant มีโครโมโซม 12 แท่ง เมื่อมีการสร้างเซลล์สืบพันธุ์ โครโมโซมทั้ง 12 แท่ง ไม่เข้าคู่กัน หากมีการผสมเกสรเกิดขึ้น พืชที่ได้จะเป็นอย่างไร

1.momoploid 2. Haploid 3. Diploid 4. Polyploidy

เฉลย ข้อ 4 เหตุผล เมื่อไม่มีการเข้าคู่กันของฮอมอโลกัสโครโมโซม แสดงว่าโครโมโซมต้องไปอยู่ในเซลล์สืบพันธุ์เซลล์ใดเซลล์หนึ่งทั้งหมดเมื่อมีการผสมเกสรจึงได้เซลล์ที่มีโครโมโซมหลายชุด(polyploid)

18. อาการ Glactosemia ควบคุมโดยจีนด้อยในautosome ในประชากรจำนวน 40000 คน มีอุบัติการณ์ของโรคนี้ 1คน คาดว่าประชากรกลุ่มนี้ จะมีคนที่เป็นพาหะของโรคนี้อยู่ประมาณเท่าใด

1. 100คน 2. 200คน 3.400คน 4.800 คน

เฉลย ข้อ 3 เหตุผล + 2pq + = 1 และ p + q = 1

ในที่นี้ =

= =

p + q = 1

P = 1 – =

2pq = 2 x x

= หรือประมาณ 400 คน

19. ในนิวเคลียสของเซลล์ใด ไม่พบฮอมอโลกัสโครโมโซม

1. เซลล์ที่รังไข่ของดอก

2. ไมโครสปอร์มาเทอร์เซลล์ (microspore mother cell)

3. เซลล์แอนติโพแดล (antipodal cell )

4. ไซเกต

เฉลย ข้อ 3 เหตุผล เซลล์แอนติโพแดลมีโครโมโซมชุดเดียวจึงไม่มี ฮอมอโลกัสโครโมโซม

20. ปริมาณเบส (คิดเป็นร้อย) ในดีเอนเอของ E. coli มีอัตราส่วนโดยประมาณของเบสอะดีนีน :กวานีน : ไซโตซีน : ไทมีน คือ

1. 29 : 20 : 20 : 30 2. 20 : 20 : 29 : 30 3. 30 : 20 : 29 : 20 4. 20 : 29 : 20 : 30

เฉลย ข้อ 1 เหตุผล A คู่ T A เท่ากับ T คือ 29 กับ 30

C คู่ G C เท่ากับ G คือ 20 กับ 20

 

Advertisements
Posted in Uncategorized | Leave a comment

พันธุศาสตร์น่ารู้!!

ประวัติของเมนเดล (Biography of Gregor Mendel)

Gregor Mendel

Gregor Mendel

ที่มา www.mwit.ac.th/~bio/script/Genetics%20(Mendel)%20(3).ppt

เกรเกอร์ เมนเดล (พ.ศ. 2365-พ.ศ. 2427) บิดาทางพันธุศาสตร์ เกิดที่เมืองไฮน์เซนดรอฟ ประเทศออสเตรีย เป็นบุตรชายคนเดียวในจำนวนพี่น้อง 3 คน ของครอบครัวชาวนาที่ยากจน โดยต่อมา เมนเดลได้ไปบวชแล้วได้รับตำแหน่งรับผิดชอบดูแลสวน ในปี พ.ศ. 2390

ผลงานทางพันธุศาสตร์

เกรเกอร์ เมนเดล เผชิญความผิดหวังนับ 20 ปี ที่เขายังคงสอนหนังสือเพื่อชดเชยความผิดหวัง เขาทำงานในสวนของวัดทุกเวลาที่ว่าง ที่นั่นมีพันธุ์พืชมากมาย แต่ละชนิดแตกต่างหลากหลายอย่าง ความแตกต่างนี้ ทำให้เกรเกอร์นึกสงสัย เขาได้ผสมพันธุ์ถั่วเดียว กันและต่างพันธุ์ เป็นจำนวนแตกต่างถึง 22 ชนิดของต้นถั่ว เพื่อศึกษาลักษณะทั้งหมด เป็นเวลารวม 8 ปีเต็มในการทดลองร่วมพันครั้ง พบได้ 3 สิ่ง ดังนี้

  • สิ่งแรก เมื่อผสมพันธุ์ถั่วชนิดต่างกันสองชนิดผลผลิตต่อมาที่ได้เป็นพันธุ์ชนิดเดียว ยกตัวอย่าง ถ้าหากเขาผสมพันธุ์ถั่วเมล็ดสีเหลืองกับชนิดเมล็ดสีแดง มันจะผลิตพันธุ์เมล็ดสีเหลืองออกมา
  • ต่อไป เมื่อผสมพันธุ์ต่างชนิดกันของผลผลิตรุ่นแรก รุ่นต่อไปจะมีเมล็ดทั้งสองชนิด ในทุกๆสี่ต้นจะมีสามต้นที่มีเมล็ดสีเหลือง และ 1 ต้น ที่มีเมล็ดสีเขียว นี่เป็นเพราะว่าหน่วยถ่ายพันธุ์ที่ผลิตเมล็ดสีเหลืองเป็นหน่วยถ่ายพันธุ์ที่ เด่น คือ โดมิแนนท์ยีน หน่วยถ่ายพันธุ์ที่ผลิตเมล็ดสีเขียวเรียกว่า รีเซสซีพยีน หรือหน่วยถ่ายพันธุ์ด้อย
  • สิ่งที่สาม ถ้าหากเขาผสมพันธุ์ถั่วต่างชนิดกันด้วยถั่วสองชนิด หรือมากกว่านั้นที่มีลักษณะแตกต่างกัน เขาจะค้นพบกฎข้อที่สาม สมมติว่าเขาผสมพันธุ์ถั่วที่มีเมล็ดเรียบสีเหลืองกับพันธุ์ถั่วที่มีเมล็ด หยาบสีเขียว รุ่นแรกเมล็ดเรียบสีเหลืองจะเป็นตัวเด่น ในรุ่นต่อไปจะมีอัตราส่วนเมล็ดเรียบสีเหลือง 9 ส่วน ต่อเมล็ดเรียบสีเขียว 3ส่วน เมล็ดหยาบสีเหลือง 3 ส่วน ต่อเมล็ดหยาบสีเขียว 1 ส่วน

ผลการศึกษาของเมนเดล

ผลการศึกษาของเมนเดล

ที่มา science.rbru.ac.th/~winp/images/4032401_gen/03mendelian.pdf

หลังจากนั้น เมนเดลได้ส่งผลการทดลองนี้ไปยังสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งหนึ่ง แต่กลับไม่มีผู้ที่สนใจเลย เมนเดลก็ได้ทำการล้มล้างการตีพิมพ์งานของตน เขาเก็บรายงานนี้ไว้ที่ห้องสมุดและทำการทดลองต่อไปเงียบๆ จนกระทั่งถึงแก่กรรม ในปี พ.ศ. 2427

การวิพากษ์วิจารณ์

จากข้อมูลดิบที่เมนเดลได้ตีพิมพ์นั้น ก่อนจะมาสรุปเป็นกฎได้นั้น ปัจจุบันมีผู้ตั้งข้อโตแย้งว่าตัวเลขที่ได้จากการทดลองของเมนเดลใกล้เคียง กับค่าทางทฤษฎีเกินไปจนเป็นที่น่าสงสัย ทั้งนี้อาจเกิดจากความบังเอิญหรือเป็นความจงใจของเมนเดลเองก็ได้

อย่างไรก็ตามการค้นพบของเมนเดลถือว่าเป็นการค้นพบยิ่งใหญ่ครั้งหนึ่งในวง การพันธุศาสตร์ เนื่องจากเมนเดลสามารถไขความลับการสืบทอดลักษณะทางพันธุกรรมต่างๆ จากบรรพบุรุษไปสู่ลูกหลานโดยที่ในสมัยนั้นยังไม่มีการค้นพบสารพันธุกรรม ดีเอ็นเอ ยีน หรือ โครโมโซมแต่อย่างใด

การศึกษาลักษณะพันธุกรรมของเมนเดล

การทดลองของเมนเดล

เมน เดลประสบผลสำเร็จในการทดลอง จนตั้งเป็นกฎเกี่ยวกับการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมจากพ่อแม่มายังลูกหลานใน ช่วงต่อๆมาได้เนื่องจากสาเหตุสำคัญสองประการ คือ

  1. เมนเดลรู้จักเลือกชนิดของพืชมาทำการทดลอง พืชที่เมนเดลใช้ในการทดลองคือถั่วลันเตา (Pisum sativum) ซึ่งมีข้อดีในการศึกษาด้านพันธุศาสตร์หลายประการ เช่น
    1.1 เป็นพืชที่ผสมตัวเอง (self- fertilized) ซึ่งสามารถสร้างพันธุ์แท้ได้ง่าย หรือจะทำการผสมข้ามพันธุ์ (cross-fertilized) เพื่อสร้างลูกผสมก็ทำได้ง่ายโดยวิธีผสมโดยใช้มือช่วย (hand pollination)
    1.2 เป็นพืชที่ปลูกง่าย ไม่ต้องทำนุบำรุงรักษามากนัก ใช้เวลาปลูกตั้งแต่ปลูก จนถึงเก็บเกี่ยวภายในหนึ่งฤดูปลูก(growing season) หรือประมาณ 3 เดือน เท่านั้น และยังให้เมล็ดในปริมาณที่มากด้วย
    1.3 เป็นพืชที่ มีลักษณะทางพันธุกรรม ที่แตกต่างกันชัดเจนหลายลักษณะ ซึ่งในการทดลองดังกล่าว เมนเดลได้นำมาใช้ 7 ลักษณะด้วยกัน
  2. เมนเดลรู้จักวางแผนการทดลอง
    2.1 เลือกศึกษาการถ่ายทอดลักษณะของถั่วลันเตาแต่ละลักษณะก่อน เมื่อเข้าใจหลักการถ่ายทอดลักษณะนั้น ๆ แล้ว เขาจึงได้ศึกษาการถ่ายทอดสองลักษณะไปพร้อม ๆ กัน
    2.2 ในการผสมพันธุ์จะใช้พ่อแม่ พันธุ์แท้ (pure line) ในลักษณะที่ตรงกันข้ามกัน มาทำการผสมข้ามพันธุ์เพื่อสร้างลูกผสมโดยใช้มือช่วย (hand pollination )
    2.3 ลูกผสมจากข้อ 2.2 เรียกว่าลูกผสมช่วงที่ 1 หรือ F1( first filial generation) นำลูกผสมที่ได้มาปลูกดูลักษณะที่เกิดขึ้นว่าเป็นอย่างไร บันทึกลักษณะและจำนวนที่พบ2.4 ปล่อยให้ลูกผสมช่วงที่ 1 ผสมกันเอง ลูกที่ได้เรียกว่า ลูกผสมช่วงที่ 2 หรือ F2( second filial generation) นำลูกช่วงที่ 2 มาปลูกดูลักษณะต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นว่าเป็นอย่างไร บันทึกลักษณะและจำนวนที่พบ

ลักษณะต่าง ๆ ของถั่วลันเตาที่เมนเดล ใช้ในการศึกษาการถ่ายทอดลักษณะพันธุกรรม

  1. ลักษณะของเมล็ด – เมล็ดกลม และ เมล็ดย่น (round & wrinkled)
  2. สีของเปลือกหุ้มเมล็ด – สีเหลือง และ สีเขียว (yellow & green)
  3. สีของดอก – สีม่วงและ สีขาว (purple & white)
  4. ลักษณะของฝัก – ฝักอวบ และ ฝักแฟบ (full & constricted)
  5. ลักษณะสีของฝัก – สีเขียว และ สีเหลือง (green & yellow )
  6. ลักษณะตำแหน่งของดอก-ดอกติดอยู่ที่กิ่ง และเป็นกระจุกที่ปลายยอด (axial & terminal)
  7. ลักษณะความสูงของต้น – ต้นสูง และ ต้นเตี้ย (long & short)

 

ลักษณะที่แตกต่างกันอย่าง เห็นได้ชัด 7 ลักษณะ

ลักษณะที่แตกต่างกันอย่าง เห็นได้ชัด 7 ลักษณะ

ที่มา science.rbru.ac.th/~winp/images/4032401_gen/03mendelian.pdf

ข้อสรุปจากการวิเคราะห์ของเมนเดล

  1. การถ่ายทอดลักษณะหนึ่งลักษณะใดของสิ่งมีชีวิตถูกควบคุมโดยปัจจัย (fector) เป็นคู่ๆ ต่อมาปัจจัยเหล่านั้นถูกเรียกว่า ยีน (gene)
  2. ยีนที่ควบคุมลักษณะต่างๆจะอยู่กันเป็นคู่ๆ และสามารถถ่ายทอดไปยังรุ่นต่อไปได้
  3. ลักษณะแต่ละลักษณะจะมียีนควบคุม 1 คู่ โดยมียีนหนึ่งมาจากพ่อและอีกยีนมาจากแม่
  4. เมื่อมีการสร้างเซลล์สืบพันธุ์(gamete) ยีนที่อยู่เป็นคู่ๆจะแยกออกจากกันไปอยู่ในเซลล์สืบพันธุ์ของแต่ละเซลล์และ ยีนเหล่านั้นจะเข้าคู่กันได้ใหม่อีกในไซโกต
  5. ลักษณะที่ไม่ปรากฏในรุ่น F1  ไม่ได้สูญหายไปไหนเพียงแต่ไม่สามารถแสดงออกมาได้
  6. ลักษณะที่ปรากฏออกมาในรุ่น F1   มีเพียงลักษณะเดียวเรียกว่า ลักษณะเด่น ( dominant) ส่วนลักษณะที่ปรากฏในรุ่น F2  และมีโอกาสปรากฏในรุ่นต่อไปได้น้อยกว่า เรียกว่า ลักษณะด้อย (recessive)
  7. ในรุ่น F2 จะได้ลักษณะเด่นและลักษณะด้อยปรากฏออกมาเป็นอัตราส่วน เด่น : ด้อย = 3 : 1

อ้างอิง

Posted in Uncategorized | Leave a comment

ข้อสอบพันธุศาสตร์

Video | Posted on by | Leave a comment

อยู่ต่อเลยได้ไหม

ซึ้ง!!

Video | Posted on by | Leave a comment

I like

I like

เมรียา เย็นขัน ม6/2 เลขที่ 38

Image | Posted on by | Leave a comment

Luck

ชื่อ นางสาวเมรียา เย็นขัน เลขที่ 38 ม.6/2

Image | Posted on by | Leave a comment